2006/Sep/19

พึ่งพา ...เมื่อไรกัหนาจะหลุดพ้น (ความสุข ikiadbanna@gmail.com 1045 น.)

ออกจากบ้านแต่เช้าถึงที่ทำงานตามเวลาปฏิบัติงานปกติ วันนี้อากาศในกรุงเทพฯ ยังสบายๆ ไม่ร้อน การจราจรปกติรถไม่ค่อยมาก เป็นอีกวันหนึ่งที่น้ำมันลดราคาลง ก็ทำให้รู้สึกดีขึ้นมาบ้างที่เวลาเข้าสถานบริการน้ำมันได้ปริมาณเพิ่มขึ้นมาอีกนิดหน่อย ถ้าใครเติมวันนี้ แต่ก็นั่นแหละ ตราบใดที่เรายังต้องพึ่งพาสิ่งที่เรายังหาเอง ผลิตเองไม่เพียงพอกับความต้องการภายในประเทศและยังไม่ถึงกับขาดแคลน เราก็ยังต้องระวัง และเตือนตัวเองในการบริโภค

น้ำมันเป็นผลิตภัณฑ์ที่มนุษย์ดัดแปลงธรรมชาติที่อยู่ใต้ผืนโลกเป็นล้านล้านปี เพื่อนำมาสนองความต้องการตัวเองทุกทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็น การผลิตไฟฟ้า น้ำประปา การคมนาคม แค่ตัวอย่างข้างต้นก็พอจะครอบคลุมวิถีชีวิตของคนทุกคน คงไม่มีใครใช้เตาถ่านหุงข้าว ใช้เตารีดแบบโบราณรีดผ้า ใช้พัดโบกเวลาร้อนแทนพัดลมหรือแอร์ เดินด้วยเท้าไปทำงาน (ยกเว้นมีที่พักติดกับที่ทำงาน) ถ้าสมมติว่ามีนักวิทยาศาสตร์ นักค้นคว้าไม่ว่าจะสาขาใดก็ตามที่สามารถคิดพลังงานทดแทนน้ำมันและนำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้เบ็ดเสร็จโดยไม่ต้องพึ่งพาน้ำมันอีกต่อไปนักคิด หรือกลุ่มนักค้นคว้าเหล่านั้นคงจะเป็นวีรบุรุษวีรสตรี เหมือนพระมาโปรด หรือพระนารายณ์อวตารลงมาช่วยโลกมนุษย์ให้พ้นจากวิกฤติอย่างแน่นอน ไม่รู้สิว่าคนเราต้องพึ่งพาเจ้าน้ำมันนี่ตั้งแต่เมื่อไร ทำไม และต่อไปหากมันหมดไปจากโลกนี้แล้วเราจะคิดค้นพลังงานทดแทนได้ทันหรือไม่ ก็ได้แต่ตั้งคำถามซึ่งในช่วงชีวิตของเราอาจไม่ได้คำตอบ

แต่ที่แน่แน่ ตั้งแต่เกิดมามนุษย์เป็นสัตว์โลกที่พึ่งตัวเองไม่ได้เลย ไม่เหมือนสัตว์ป่า สัตว์หน้าขน หลายประเภทที่เกิดมาก็เดินได้เอง เดินตามผู้ที่ให้กำเนิดไปหากินได้แล้วเพียงแต่ต้องคลอเคลียอยุ่ใกล้ๆ เท่านั้น ธรรมชาติมนุษย์ต้องอาศัยสิ่งอื่นในการดำรงชีวิตจึงเกิด การคิดค้น การริเริ่มทำในวิทยาการหลากหลายสาขา ก็เพื่อดัดแปลง เอาชนะธรรมชาติ เพื่อมารับใช้ในการดำรงอยู่ของมนุษย์ กิน อยู่ หลับ นอน รักษาโรค นับว่าสมองหรือกลไกทางความคิดของมนุษย์เป็นอะไรที่มหัศจรรย์มาก แต่ ณ วันนี้ ผมคิดว่าคงจะถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องใช้ความสามารถทางสมองอันแยบยลของเราช่วยตัวเอง พัฒนาตัวเองให้อยู่ได้โดยไม่ต้องพึ่งพาน้ำมันหรือเทคโนโลยี หรือทำให้อยู่ได้โดยการดัดแปลงธรรมชาติเพื่อจะมาใช้ดำรงชีวิตให้น้อยลงซึ่งก็เป็นแค่แนวคิดน่ะนะ (ฮาๆๆ ซึ่งก็คงมีใครใครคิดอยู่แล้วล่ะ)

เอาเป็นว่า ตอนนี้เราแค่ลดการใช้พลังงานกันให้น้อยลงกันก่อนที่จะไปคิดอะไรไกลไกลเลย

แค่คิดลดการใช้น้ำมันลง เดินทางไปทำงานก็หาวิธีไปทางเดียวกันรถคันเดียวกัน ที่ทำงานอยู่ตึกไม่เกินสี่ห้าชั้น ก็ใช้เท้าเดินขึ้นบ้าง (ไม่ต้องพึ่งลิฟท์) และก็ฝึกอบรมลูก หลาน หรือคนรุ่นใหม่ให้รู้จักประหยัด หัดช่วยตัวเอง ให้เขาคิดให้ได้ว่าเทคโนโลยีที่มนุษย์คิดค้นขึ้นมาเพื่ออำนวยความสะดวกเท่าที่จำเป็นเท่านั้นไม่ใช่ว่าจะขาดไม่ได้ บางทีเราต้องหันกลับไปค้นคว้าหรือศึกษาวิถีชีวิตของคนโบราณกระมังว่าเขาใช้ชีวิตอย่างไร กิน เดินทางยังไง คลายร้อน ด้วยวิธีไหน บางทีคำตอบของคนยุคปัจจุบันในยุควิกฤติการพึ่งพาพลังงานอาจค้นหาได้จากวิถีชีวิตของบรรพบุรุษ เราก็ได้แต่แล้วใครจะเป็นคนหันกลับไปค้นไปหาล่ะ คงต้องฝากเป็นคำถามให้คนช่างคิด ช่างค้นทั้งหลายแล้วกัน

--------------------------

2006/Sep/13

ความจริงบางส่วนของชีวิต (0920 น.ที่ทำงาน)

เช้าวันใหม่ค่อนข้างเป็นวันที่อากาศของกรุงเทพมหานครแจ่มใส ไม่ร้อน เพราะเมื่อคืนฝนตกลงมาทั่วบริเวณของกรุงเทพ และรอบรอบปริมณฑล

แต่อย่างไรก็ตามกิจกรรมของคนกรุงเทพก็ต้องดำเนินไปตามปกติและสภาพสิ่งแวดล้อมโดยรวมของคนกรุงเทพก็คงไม่แจ่มใสเหมือนอากาศ หลายคน ไปทำงาน ไปเรียน ไปเยี่ยมญาติ ไปเที่ยว ไปติดต่องาน แสวงหาสิ่งที่ต้องเติมเต็มให้ชีวิตของแต่ละคน ทุกชีวิตดิ้นรน ต่อสู้ ถ้าจะว่าไปแล้วกรุงเทพถิ่นเกิดของผมก็มีเสน่ห์สำหรับคนที่ต้องการแสวงหา ความแปลกใหม่ ความตื่นเต้นในชีวิต ทั้งยังเป็นแหล่งเรียนรู้ แหล่งรายได้ที่สำคัญของคนต่างจังหวัดที่มาเรียนหรือมาหางานทำ หลาย ๆ ชีวิตของคนในสังคมนี้บางทีตื่นขึ้นมาวันใหม่ ก็ไม่อาจคาดเดาเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในกิจวัตรประจำวันของแต่ละคนได้

อย่างที่ว่าไว้ทุกชีวิตต้องดิ้นรน ต่อสู้ ต่อสู้ในการเรียน ต่อสู้ในการหางานทำ ต่อสู้ในการเดินทางไปทำงาน ต่อสู้ในที่ทำงาน แต่ละคนมีแนวคิด มีวิถีชีวิต หรือมีกรอบความคิดในการดำเนินชีวิตต่างๆ นานารูปแบบ ดังนั้น กิจวัตรของประจำวันของแต่ละคนที่แสดงออกมาก็สะท้อนความจริงในตัวตนของคนนั้นออกมาได้บ้างไม่มากก็น้อย บางคนขับรถไร้มารยาทไม่ปฏิบัติตามกฎจราจร แต่บางคนขับรถอย่างมีน้ำใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แสดงความมีน้ำใจในการใช้รถใช้ถนน บางคนนั่งรถประจำทางไปทำงานหรือไปเรียนถ้าเห็นผู้ที่อ่อนแอกว่าขึ้นมาก็ลุกให้นั่ง บางคนก็ทำในทางตรงข้าม แต่ก็ไม่เป็นไรเพราะไม่ได้มีข้อกำหนดไว้ว่าใครจะคิด หรือแสดงออกมาต่อผู้อื่นอย่างไร ไม่มีข้อห้ามหรือบทลงโทษ เป็นการแสดงออกถึงความมีน้ำใจ แสดงจิตใจอันงดงามภายในของแต่ละคนเท่านั้น

ผมเป็นคนหนึ่งซึ่งคิดว่าในชีวิตก็ไม่ได้มีกรอบการดำเนินชีวิต หรือมีวิถีชีวิตที่สดใส รุ่งเรือง ตามกรอบมาตรฐานของคนในสังคมนี้ที่มุ่งแสวงหา ปัจจัยสี่ที่เกินความจำเป็นหรือความต้องการในชีวิตมากนัก(แฮ่ๆ บางอย่างผมก็ไม่มี) แต่ผมก็มีความสุขพอควรแก่อัตภาพในการดำเนินชีวิต คิดว่าผมมีเพื่อนที่ดีคนหนึ่ง น่ารัก(ถึงเขาจะมีที่อยู่ห่างไกลจากผมหลายร้อยกิโล อิอิอิอิ) มีจิตใจที่ยังคิดว่าในสังคมมีคนที่อ่อนแอกว่าเรา มีคนที่ต้องการความช่วยเหลือจากเรา (เท่าที่เราจะเอื้อเฟื้อเขาได้) เราพอช่วยเขาได้ไม่ว่าจะในหน้าที่ของเรา หรือบังเอิญเราผ่านไปเจอเหตุการณ์ที่มีคนที่ต้องการความช่วยเหลือจากเรา บางทีสิ่งตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับหรือไม่ได้รับก็ไม่เท่ากับความสุขที่เกิดขึ้นในใจเราที่ได้ทำให้คนอื่น ความสุข ความทุกข์ในใจเราไม่มีอะไรเป็นตัววัด ไม่มีใครมาชี้หรือมาบอกเราได้ว่าชั่วขณะใดเรามีความสุขทุกข์แค่ไหน เพียงแต่เราต้องทำตัวทำใจให้มีความสุขกับสังคมที่ยุ่งเหยิงซับซ้อนกับชีวิตในกรุงเทพให้ได้ เพราะยังไงก็ตามกรุงเทพก็ยังมีเสน่ห์สำหรับผมหรือคนหลายหลายคนให้ค้นหาในหลากหลายแง่มุม

ผมอยากให้มีใครเข้ามาลองศึกษามาค้นคว้าหาความจริงของชีวิตคนในกรุงเทพอย่างผมบางทีคุณอาจติดใจ หรือ อาจจะเป็นฝันร้ายของใครบางคนที่ไม่อยากย่างกรายมาในดินแดนแห่งนี้อีกเลยก็เป็นได้ (ก๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกส์)

จาก ความสุข .... ikiadbanna@gmail.com


edit @ 2006/09/18 23:21:06